
มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วโลก โดยสาเหตุสำคัญเกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนและการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ การทำความรู้จักกับเชื้อ HPV และแนวทางการป้องกันที่ถูกต้องจึงเป็นก้าวสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
HPV คืออะไร และมีความเสี่ยงอย่างไร
HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นกลุ่มไวรัสที่มีหลายสายพันธุ์ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- สายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศ
- สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูก รวมถึงมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ HPV
เชื้อ HPV ติดต่อได้อย่างไร
การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ (sexual intercourse) นอกจากนี้ การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำลายหรือเลือด ก็อาจเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน เนื่องจากผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการผิดปกติ จึงสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว
มะเร็งปากมดลูกมีอาการอย่างไร
มะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจภายในหรือการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่อโรคดำเนินไป อาจพบอาการ เช่น
- มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
- มีตกขาวผิดปกติหรือมีเลือดปน
อย่างไรก็ตาม การรอให้เกิดอาการอาจทำให้โรคอยู่ในระยะที่ลุกลามแล้ว ดังนั้น การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร
การป้องกันมะเร็งปากมดลูกสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
- การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention) เป็นการป้องกันก่อนเกิดโรค โดยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
- การป้องกันทุติยภูมิ (Secondary Prevention) เป็นการค้นหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้น ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและการตรวจหาเชื้อ HPV ตามคำแนะนำของแพทย์
- การป้องกันตติยภูมิ (Tertiary Prevention) เป็นการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้ว เพื่อป้องกันการลุกลามของโรคและเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด
วัคซีน HPV ช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง
วัคซีน HPV เป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมากกว่าร้อยละ 99.9% นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคและมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ได้อีกหลายชนิด เช่น
- มะเร็งองคชาตในผู้ชาย
- มะเร็งทวารหนักในผู้หญิงและผู้ชาย
- มะเร็งบริเวณคอหอยและช่องปาก
- หูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศ
ใครที่สามารถรับวัคซีน HPV ได้?
วัคซีน HPV สามารถฉีดได้ทั้ง
- ผู้หญิงและผู้ชาย
- เด็กอายุ 9–15 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีด 3 เข็ม
การฉีดวัคซีนก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันสูงสุด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังสามารถรับวัคซีนได้ตามคำแนะนำของแพทย์
ผลข้างเคียงของวัคซีน HPV
วัคซีน HPV มีความปลอดภัยสูง โดยอาการข้างเคียงที่อาจพบได้ ได้แก่
- ปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีด
- มีไข้เล็กน้อย
- คลื่นไส้หรืออาเจียน ซึ่งพบได้ไม่บ่อย
อาการดังกล่าวมักไม่รุนแรงและหายได้เองภายในระยะเวลาอันสั้น
วัคซีน HPV ปลอดภัยหรือไม่
นับตั้งแต่เริ่มมีการใช้วัคซีน HPV ในปี พ.ศ. 2549 องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานด้านความปลอดภัยวัคซีนจากหลายประเทศทั่วโลก ได้ติดตามและประเมินข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พบว่าวัคซีน HPV มีความปลอดภัยสูงและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV การฉีดวัคซีนร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การป้องกันเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการรับวัคซีน HPV และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อสุขภาพที่ดีและห่างไกลจากมะเร็งปากมดลูก
ขอบคุณข้อมูลจาก รายการติดจอ ฬ.จุฬา รายการฟังความข้างหมอ







