สาระความรู้

มีนาคมพลังแห่งสตรี ผู้หญิงกับบทบาทสำคัญในภารกิจสภากาชาดไทย

เดือนมีนาคมของทุกปีเป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกร่วมรำลึกและตระหนักถึงความสำคัญของ “วันสตรีสากล” (8 มีนาคม) วันที่สะท้อนถึงพลัง ความสามารถ และบทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้าอย่างเท่าเทียม สำหรับประเทศไทย งานด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย นับเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของสตรีในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้นำองค์กร บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ตลอดจนอาสาสมัครที่ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้เดือดร้อนทั่วประเทศ ความเป็นมาของวันสตรีสากล และความสำคัญในบริบทงานมนุษยธรรม “วันสตรีสากล” (International Women’s Day)  มีต้นกำเนิดจากการเคลื่อนไหวของแรงงานหญิงตั้งแต่ยุคต้นของศตวรรษที่ 20  โดยผู้หญิงทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิทธิในการทำงาน และสิทธิเสรีภาพทางสังคม ก่อนจะได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลในฐานะวันเพื่อรำลึกถึงบทบาทและความเสียสละของผู้หญิงทั่วโลก ในบริบทของงานมนุษยธรรม วันสตรีสากลยังเป็นการส่งเสริมบทบาทผู้หญิงมากขึ้น โดยการยอมรับและสนับสนุนศักยภาพของผู้หญิงให้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจช่วยเหลือผู้อื่นทั้งในยามสงบและเวลาเกิดวิกฤต พระราชปณิธานแห่งการให้แบบอย่างของสตรีผู้นำงานสภากาชาดไทย หนึ่งในแบบอย่างสำคัญของสตรีผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อภารกิจมนุษยธรรม คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย    และทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ พระองค์ทรงริเริ่มและสนับสนุนโครงการสำคัญของสภากาชาดไทย อาทิ การส่งเสริมงานบริการโลหิตแห่งชาติ เพื่อให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ การพัฒนาหน่วยแพทย์และหน่วยบรรเทาทุกข์ เพื่อเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกล การส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ควบคู่กับการดูแลสุขภาพและสวัสดิการพื้นฐาน พระราชกรณียกิจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสตรีในฐานะผู้นำที่ทรงใช้ “ความเมตตาและความเข้มแข็ง” ควบคู่กันอย่างงดงามและเป็นแรงบันดาลใจแก่บุคลากรและอาสาสมัครกาชาดทั่วประเทศ พลังของสตรีในทุกภารกิจของสภากาชาดไทย นอกเหนือจากบทบาทผู้นำระดับสูงแล้ว ผู้หญิงยังเป็นกำลังสำคัญในทุกภาคส่วนขององค์กร…

มีนาคมพลังแห่งสตรี ผู้หญิงกับบทบาทสำคัญในภารกิจสภากาชาดไทย

เดือนมีนาคมของทุกปีเป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกร่วมรำลึกและตระหนักถึงความสำคัญของ “วันสตรีสากล” (8 มีนาคม) วันที่สะท้อนถึงพลัง ความสามารถ และบทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้าอย่างเท่าเทียม สำหรับประเทศไทย งานด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย นับเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของสตรีในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้นำองค์กร บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ตลอดจนอาสาสมัครที่ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้เดือดร้อนทั่วประเทศ ความเป็นมาของวันสตรีสากล และความสำคัญในบริบทงานมนุษยธรรม “วันสตรีสากล” (International Women’s Day)  มีต้นกำเนิดจากการเคลื่อนไหวของแรงงานหญิงตั้งแต่ยุคต้นของศตวรรษที่ 20  โดยผู้หญิงทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิทธิในการทำงาน และสิทธิเสรีภาพทางสังคม ก่อนจะได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลในฐานะวันเพื่อรำลึกถึงบทบาทและความเสียสละของผู้หญิงทั่วโลก ในบริบทของงานมนุษยธรรม วันสตรีสากลยังเป็นการส่งเสริมบทบาทผู้หญิงมากขึ้น โดยการยอมรับและสนับสนุนศักยภาพของผู้หญิงให้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจช่วยเหลือผู้อื่นทั้งในยามสงบและเวลาเกิดวิกฤต พระราชปณิธานแห่งการให้แบบอย่างของสตรีผู้นำงานสภากาชาดไทย หนึ่งในแบบอย่างสำคัญของสตรีผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อภารกิจมนุษยธรรม คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย    และทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ พระองค์ทรงริเริ่มและสนับสนุนโครงการสำคัญของสภากาชาดไทย อาทิ การส่งเสริมงานบริการโลหิตแห่งชาติ เพื่อให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ การพัฒนาหน่วยแพทย์และหน่วยบรรเทาทุกข์ เพื่อเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกล การส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ควบคู่กับการดูแลสุขภาพและสวัสดิการพื้นฐาน พระราชกรณียกิจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสตรีในฐานะผู้นำที่ทรงใช้ “ความเมตตาและความเข้มแข็ง” ควบคู่กันอย่างงดงามและเป็นแรงบันดาลใจแก่บุคลากรและอาสาสมัครกาชาดทั่วประเทศ พลังของสตรีในทุกภารกิจของสภากาชาดไทย นอกเหนือจากบทบาทผู้นำระดับสูงแล้ว ผู้หญิงยังเป็นกำลังสำคัญในทุกภาคส่วนขององค์กร…

อ่านต่อ
ภาพการ์ตูนผู้หญิงเสื้อม่วงอุ้มแมวสีเทาและสุนัข 2 ตัวยืนข้างๆ

สัตว์เลี้ยงบำบัด: เพื่อนคู่ใจที่ช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ

คุณรู้หรือไม่ว่า… “สัตว์เลี้ยงบำบัด” หรือที่หลายคนเรียกว่า Therapy Animals กำลังกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกเสริมในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเครียดทางจิตใจ แต่ยังส่งผลดี  ต่อสุขภาพร่างกายอย่างชัดเจนอีกด้วย ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ได้เริ่มนำสัตว์บำบัดมาใช้ร่วมกับการรักษา          ในโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ หรือศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งในด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย งานวิจัยพบว่า สัตว์บำบัดช่วยลดความเครียดและภาวะวิตกกังวลได้จริง จากงานวิจัยเรื่อง “Psychiatric Assistance Dog Use for People Living With Mental Health Disorders” ที่ศึกษาในประเทศออสเตรเลีย โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ป่วยปัญหาสุขภาพจิต 200 คน ได้แก่ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และภาวะเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) พบว่า มากถึง 94% ของผู้เข้าร่วมการศึกษารายงานว่าความเครียดและความวิตกกังวลลดลง เมื่อได้มีปฏิสัมพันธ์กับสุนัขบำบัด แสดงให้เห็นว่าสุนัขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนคลายเหงา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วยอีกด้วย  สัตว์บำบัดช่วยเราอย่างไรบ้าง? 💕 เยียวยาจิตใจ งานวิจัยทางจิตวิทยาหลายชิ้นยืนยันว่า การมีสัตว์เลี้ยงอยู่ใกล้ชิดช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น โดยส่งผล   ต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น…

อ่านต่อ
ภาพการ์ตูนผู้หญิงมีผืนสีแดงที่แขนข้างขวา

รู้จักโรคงูสวัดก่อนสาย ป้องกันไว้ ใจสบายกว่า

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มพบผู้ป่วยโรคงูสวัดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ข้อมูลทั่วโลกพบว่าโรคนี้เกิดขึ้นประมาณ 3 – 5 คนต่อประชากร 1,000 คนต่อปี และในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ตัวเลขนี้อาจเพิ่มเป็น 7–12 คนต่อ 1,000 คนต่อปี นอกจากนี้ พบว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นงูสวัดมากกว่าผู้ชาย งูสวัด (Shingles) หรือในชื่อทางการแพทย์ว่า Herpes Zoster เป็นโรคที่เกิดจากไวรัส                    ชื่อ Varicella-Zoster ซึ่งเป็นไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เราเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก แม้ว่าอีสุกอีใสจะหายแล้ว แต่ไวรัสนี้ยังคงแฝงตัวอยู่ในร่างกาย โดยไปซ่อนอยู่ในปมประสาท และเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันลดลง ไวรัสก็อาจกลับมาก่อโรคอีกครั้งในรูปแบบของ “งูสวัด” อาการ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณของโรคงูสวัด ควรสังเกตและรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม ปวดแสบปวดร้อนก่อนผื่นขึ้น เริ่มต้นด้วยอาการปวดแสบ เสียวแปลบ หรือปวดลึกบริเวณผิวหนัง โดยมักเกิดขึ้นตามแนวเส้นประสาท และเกิดก่อนที่จะเห็นผื่นหรือตุ่มน้ำ มีผื่นหรือตุ่มน้ำใสเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ตุ่มน้ำใสจะขึ้นเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท เช่น บริเวณลำตัวหรือใบหน้า มักเกิดแค่ซีกใดซีกหนึ่ง ไม่ลามทั้งสองข้าง…

อ่านต่อ
ริมฝีปากจูบสีแดงข้อความแสดงหัวข้อ โรคจูบ

โรคจูบไม่ได้หวานอย่างที่คิด รู้ทันโรคติดเชื้อจากไวรัส EBV

หลายคนอาจมองว่า “จูบ” เป็นการแสดงความรัก ความใกล้ชิด หรือความผูกพันระหว่างคนสองคน แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังความโรแมนติกนี้ อาจแฝงด้วยภัยเงียบที่ไม่ทันระวัง หนึ่งในโรคที่สามารถติดต่อผ่านการจูบได้คือ โรคจูบ (Kissing Disease) หรือชื่อทางการว่า โรคโมโนนิวคลิโอซิส (Infectious Mononucleosis: IM) โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส เอปสไตน์-บาร์ (Epstein-Barr Virus: EBV) ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่ง โดยเฉพาะ น้ำลาย การติดต่อมักเกิดจากการจูบ การไอ จาม หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ แม้โรคจูบจะสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะคือ เด็กเล็ก เช่น ในกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่หอมแก้มเด็ก เด็กอาจได้รับเชื้อโดยไม่รู้ตัว จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจและระมัดระวัง เพราะแม้จะเป็นเพียงพฤติกรรมเล็กๆ แต่ก็อาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ไม่คาดคิดได้ อาการของการติดเชื้อจากโรคจูบ มักจะคล้ายกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก                       โดยอาการหลัก ๆ มีดังนี้ ไข้สูง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เจ็บคอ อาจคล้ายกับการติดเชื้อคออักเสบจากแบคทีเรีย (เช่น ทอนซิลอักเสบ) ต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ อ่อนเพลีย…

อ่านต่อ