ทคนิคฟังเชิงรุก (Active Listening)

เทคนิคฟังเชิงรุก (Active Listening) ฟังอย่างไรให้ “เข้าใจ” ไม่ใช่แค่ “ได้ยิน”

เมื่อกล่าวถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร บ่อยครั้งเราจะคิดถึงการพัฒนาทักษะการส่งสาร (Sending skill) หรือการปรับวิธีการพูด การส่งข้อความ ให้น่าฟัง น่าเชื่อถือ และน่าดึงดูดใจ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ส่งสาร ตัวสาร และช่องทางการสื่อสาร ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญที่จะส่งผลให้สื่อสารมีคุณภาพ  เพิ่มโอกาสที่การสื่อสารจะประสบความสำเร็จได้สูง อย่างไรก็ดี การสื่อสารนั้นมีด้วยกันสองฝ่าย คือฝ่ายผู้ส่งสารและผู้รับสาร และหากผู้รับสารไม่รับและไม่รู้ด้วย ก็มีโอกาสที่การสื่อสารนั้นจะล้มเหลวได้ การฟังในการสนทนากันมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ผ่านไปครั้งเดียว แต่สามารถส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกระหว่างกันได้มากเพราะมักรับรู้ถึงปฏิกิริยาของคู่สนทนาได้เดี๋ยวนั้น จึงมีความจำเป็นที่เราควรจะพัฒนาทักษะการฟัง หากประสงค์ให้การสื่อสารมีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน และเกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกันด้วย ก่อนที่จะเสนอว่าการฟังที่ดีเป็นอย่างไร เรามาตรวจสอบระดับการฟังที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันเสียก่อนโดยสามารถแบ่งระดับการฟังได้ 5 ระดับ ได้แก่ 1.ไม่สนใจ — ทำเหมือนผู้พูดกำลังพูดกับกำแพง 2.แกล้งฟัง — พยักหน้า ไม่ได้ตั้งใจฟังจริง 3.เลือกฟัง —  เลือกฟังเฉพาะสิ่งที่อยากฟัง 4.ตั้งใจฟัง —  ฟังด้วยหู อยู่กับปัจจุบัน ได้ข้อมูลครบถ้วนตามที่ได้ฟัง 5.ฟังด้วยใจ — ฟังด้วยหู ด้วยตา และด้วยใจ เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกผู้พูด คิดตามอย่างมีสติ ไม่ตัดสิน…

มะเร็งปอดรอดได้ แค่หยุดสูบบุหรี่

มะเร็งปอดเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เลือกเพศ ช่วงวัย สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม สาเหตุของการเกิดโรคมีหลายประการ ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ครองแชมป์ก่อโรคมะเร็งปอดอันดับหนึ่งก็ยังคงเป็นการสูบบุหรี่ คนที่ไม่สูบบุหรี่ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดได้ ซึ่งการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น เช่น ถ้าเราตรวจคน  ที่ไม่สูบบุหรี่ 1,000 คน อาจจะเจอคนเป็นมะเร็งปอดไม่ถึง 1 คน แต่ถ้าตรวจคนสูบบุหรี่ 1,000 คน เรามีโอกาสเจอคนเป็นมะเร็งปอดได้ 4-5 คน และจากสถิติโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี 2565 พบว่า ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งมากกว่า 1 แสนรายต่อปี (เฉลี่ย 400 คนต่อวัน) สาเหตุ การรับสารก่อเกิดมะเร็งอย่างต่อเนื่อง ที่พบบ่อยคือ ควันบุหรี่ ผู้สูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องทั้ง ผู้สูบเองหรือสูดควันบุหรี่จากคนรอบข้าง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลที่ไม่สูบอย่างชัดเจน มลพิษจากสิ่งแวดล้อมบางชนิด เช่น Asbestos (แร่ใยหิน) Radon ซึ่งเป็นสารกัมมันตภาพรังสีที่พบได้ในครัวเรือน กลุ่มเสี่ยงจากปัจจัยอื่น เช่น สมาชิกในครอบครัวมีประวัติป่วยด้วยโรคมะเร็ง อาการ ไอเรื้อรัง เสมหะมีเลือด เหนื่อยหอบ อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดกระดูก ปวดศีรษะ…

วันผู้สูงอายุแห่งชาติ

วันผู้สูงอายุแห่งชาติ ในช่วงวันสงกรานต์ของทุก ๆ ปี อีกหนึ่งวันสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือ “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” 13 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ทุกคนในครอบครัว ญาติ พี่น้อง จะได้มีโอกาสมารวมตัวกันเป็นการให้คุณค่าและตระหนักถึงความสำคัญกับผู้สูงอายุ ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ      ตามศักยภาพของตนเอง สังคมไทยในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่การเป็น สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) อย่างสมบูรณ์ โดยสัดส่วนของผู้สูงอายุหรือประชากรที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ สัดส่วน 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งตรงกับลักษณะของสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จากข้อมูลของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนธันวาคม 2566 พบว่า ไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 13,064,929 คน คิดเป็น 20.17% ของประชากรรวม มีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 8,901,145 คน คิดเป็น 14%          ของประชากรรวม ขณะที่สัดส่วนของอัตราการเกิด…

เด็กอายุ 15 ปี ที่บริจาคอวัยวะ ทำให้พยาบาลคนหนึ่งยังทำหน้าที่รับบริจาคอวัยวะมาตลอด 13 ปี

“เคสนี้เป็นเด็กอายุ 15 ปี พ่อแม่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และเขาก็อยู่กับยาย ยายเลี้ยงมา ตอนที่เขาประสบอุบัติเหตุ เชื่อไหม! ยายไม่มาเยี่ยมเลย แต่คนที่มาคือแม่ที่มาจากกรุงเทพฯ . พี่ก็ให้ข้อมูลและบอกแม่น้องเขาว่าให้คุยกับยายก่อนนะ เพราะยายเลี้ยงเขามาตั้ง 15 ปี ตอนนั้นแม่เขาก็ 50/50 นะ แต่ยายไม่มาเลย น้องเขานอนโรงพยาบาล 3 วัน ยายยังก็ไม่มา เพราะยายทำใจไม่ได้ ต่อมาแม่เขากลับไปคุยกับคนในครอบครัวและยินดีจะบริจาคอวัยวะให้ เราก็ดำเนินตามขั้นตอน . ผ่านมา 1 อาทิตย์ จังหวะที่เดินราวน์คนไข้ในโรงพยาบาล เห็นหน้าแม่น้องที่บริจาคอวัยวะมากับผู้หญิงสูงอายุ จังหวะที่เขาเห็นเรา เขาก็ยิ้มและรีบเดินมาหาเราพร้อมกับผู้หญิงสูงอายุคนนั้น ผู้หญิงแก่ ๆ คนนั้น ยกมือไหว้พี่ บอกว่าเป็นยายของน้อง (ที่บริจาคอวัยวะ) . เขาให้ลูกสาวพามาหาเรา เพราะว่าตอนที่จัดงานศพน้อง คนในหมู่บ้านมาช่วยงานศพทุกบ้านเลย ทุกคนต่างชื่นชม เพราะเป็นคนแรกของหมู่บ้านที่บริจาคอวัยวะ . ยายภูมิใจกับหลานมาก หลานเขาอายุแค่นี้ ตัวเขาที่อยู่มาจนจะตายอยู่แล้ว ยังไม่เคยเห็นคนในหมู่บ้านมาช่วยงานศพใครเยอะขนาดนี้มาก่อน . “พี่ว่างานบริจาคอวัยวะเนี่ย ทำให้ครอบครัวที่เขาสูญเสีย เขามีพลัง…

วิธีจัดการความเครียดง่าย ๆ ด้วยตนเอง

การระบายปัญหาจากความเครียดออกมาด้วยการขอกำลังใจ และการสนับสนุนจากคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือคนรัก การได้ระบายความรู้สึกของตัวเอง แทนที่จะเก็บไว้คนเดียว จะทำให้ภาวะตึงเครียดผ่อนคลายลง และรู้สึกดีขึ้น   หากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง ออกไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจบ้าง ออกกำลังกายอย่างน้อยเป็นเวลา 30 นาทีต่อวัน จะช่วยปรับอารมณ์และลดระดับความเครียดลงได้ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพ การมีสุขภาพกายที่ดีย่อมส่งผลดีต่ออวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย ให้สามารถทำงานได้เป็นปกติ มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง โดยเฉพาะในกลุ่มวิตามินรวม ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความเครียด หาวิธีรักษา หากไม่สามารถจัดการความเครียดได้ด้วยตนเอง หรือตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพูดคุยบอกเล่าปัญหา ความทุกข์ใจต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเครียด และรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา การวางแผนรับมือในการจัดการกับความเครียด   ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นประจำทุกวัน และเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเราทุกคน หากเราได้นำวิธีการข้างต้นไปใช้ในการจัดการความเครียดแล้ว ก็จะมีสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดี มีสมดุลชีวิตที่ดีได้ในที่สุด   ที่มา : pobpad.com

วันนอนหลับโลก : World Sleep Day

รู้หรือไม่? มนุษย์ใช้เวลา 1 ใน 3 ไปกับการนอน ดังนั้นการนอนหลับจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพดี และลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ โดยหลายผลการศึกษาพบว่าปัญหาการนอนที่พบมากที่สุด คิดเป็น 10-20% ของประชากรทั่วโลกเกิดในผู้สูงอายุถึง 20%              ถ้าระยะเวลาในการนอนหลับที่ไม่เพียงพอหรือมากเกินไปจะส่งผลถึงอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น อาการผิดปกติจากการนอน อาจส่งผลกระทบถึงการทำงานการตอบสนองต่าง ๆ การสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย อีกทั้งยังส่งผลถึงด้านสุขภาพจิตอีกด้วย แนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำหรับผู้มีอาการนอนไม่หลับ เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาในทุกวัน ออกกำลังกายเบา ๆ ก่อนนอน ประมาณ 30 นาที รับประทานอาหารที่มีสารทริปโตเฟน เช่น กล้วย นม เป็นต้น งดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1-2 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน งดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หลังเที่ยงวัน งดสูบบุหรี่ช่วงเวลาก่อนนอน สร้างสภาพแวดล้อมห้องนอนให้เหมาะสม เช่น มืด เงียบและเย็นสบาย เลือกหมอนหรือที่นอน ที่โอบอุ้มสรีระได้อย่างดี ไม่ทำให้ปวดเมื่อยขณะหลับ พฤติกรรมที่ไม่ควรทำสำหรับผู้ที่นอนไม่หลับ ไม่ควรซื้อยานอนหลับมารับประทานเองโดยเด็ดขาด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกครั้ง ก่อนซื้อวิตามินหรือยาช่วยเรื่องการนอนหลับ…

อันตราย จากการใช้ “ยาระบาย”

รู้หรือไม่ว่ายาระบายบางประเภทอาจทำให้การทำงานของลำไส้ใหญ่ลดลงมากกว่าปกติ หรือทำให้เยื่อบุผนังลำไส้เหี่ยว กล้ามเนื้อใต้เยื่อบุผิวลำไส้หนามากขึ้น ปมประสาทเสื่อมและเกิดการสูญเสียโปรตีนจากการดูดซึมที่ผิดปกติของลำไส้   การใช้ยาระบาย ควรใช้เป็นครั้งคราวและไม่ควรใช้ติดต่อกันอย่างยาวนาน มากสุดไม่เกิน 1 สัปดาห์ เพราะยาจะไปรบกวนการทำงานปกติของลำไส้ ถ้าไม่กินยาระบายเพื่อกระตุ้น ลำไส้ก็จะไม่ทำงาน ส่งผลเสียในระยะยาวไปอีก   จึงควรมีการเลือกใช้ยาระบายอย่างระมัดระวัง เพราะยาระบายมีหลายชนิด ทั้งยังออกฤทธิ์ต่างกัน ไม่ควรใช้อย่างพร่ำเพรื่อ และควรดูแลตัวเองด้วยการเลือกกินอาหารที่มีเส้นใยสูง เพื่อให้อุจาระจับตัวกันเป็นก้อนอย่างกลมเกลียวสามัคคี มีความอ่อนนุ่ม และใยอาหารยังเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดี (Probiotics) ทำให้แบคทีเรียเติบโต และแบ่งจำนวนได้เป็นจำนวนมาก เมื่อมีก้อนอึที่ใหญ่และนุ่มขึ้น ก็จะกระตุ้นให้การขับถ่ายเราดีได้โดยธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยาระบายใด ๆ   แต่หากไม่ถ่ายสักที ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการและรักษาอาการของเราได้อย่างตรงจุด เพื่อความปลอดภัยกว่าการเลือกใช้ยาระบายด้วยตัวเอง     ที่มา : www.interpharma.co.th

“วันรักสัตว์เลี้ยงโลก” (Love Your Pet Day)

“วันรักสัตว์เลี้ยงโลก” (Love Your Pet Day) 20 กุมภาพันธ์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งพฤติกรรมส่วนบุคคล ครอบครัว สังคม     รวมไปถึงสภาพแวดล้อมเหล่านี้ มีแนวโน้มทำให้คนไทยในปัจจุบันนิยมเลี้ยงสัตว์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสุนัขและแมว ซึ่งทุกวันนี้การปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงไม่ใช่เป็นแค่ “สัตว์เลี้ยง” หากแต่เป็น “สมาชิกในครอบครัว” การเลี้ยงสัตว์มีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งหลายคนทราบดีว่าสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนที่ดีให้เราในวันที่เหนื่อยล้า ช่วยลดความเครียด และยังอาจช่วยให้พัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วย ประโยชน์ของการเลี้ยงสัตว์ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว การเลี้ยงสัตว์ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่นขึ้นได้ โดยทำให้ครอบครัวได้ดูแลสัตว์และทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น พาไปเดินเล่นออกกำลังกาย      ให้อาหาร อาบน้ำ ซื้อของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง และพาสัตว์เลี้ยงไปเที่ยวในวันหยุด เป็นต้น ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นและลดความเครียด การสัมผัสและกอดสัตว์เลี้ยงจะช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเมื่อเกิดความเครียด และกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโดพามีน (Dopamine) และออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งช่วยให้ปรับระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ และช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ นอกจากนี้ การเลี้ยงสัตว์ยังช่วยคลายความเหงาให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีพี่น้องและ    มีเพื่อนน้อย การเลี้ยงสัตว์ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีเพื่อนที่สามารถพูดคุยและเล่นด้วยได้ ส่วนผู้สูงอายุที่มีสัตว์เลื้ยงในบ้าน จากงานวิจัยพบว่า จะช่วยให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกเหงา…